วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาท
ประกอบด้วย ๑๒ องค์ธรรม  เป็น ๑๑ องค์แห่งเหตุปัจจัย
 ๑. อวิชชาร่วมกับอาสวะกิเลสเป็นปัจจัย  จึงมีสังขาร
อวิชชา ความไม่รู้ตามความเป็นจริงแห่งธรรม ร่วมด้วยอาสวะกิเลสที่สั่งสมจดจำ  จึงเป็นปัจจัยแก่กันและกัน จึงมี สังขารกิเลสเกิดขึ้น
 ๒. สังขารเป็นปัจจัย  จึงมีวิญญาณ
สังขาร สิ่งปรุงแต่งทางใจ ตามที่เคยสั่งสม,อบรม,ประพฤติ,ปฏิบัติไว้แต่อดีต(อาสวะกิเลส)จึงทำให้เกิดการกระทําทางกาย,วาจา,ใจ เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ขึ้นรับรู้ อันเป็นไปตามธรรมของชีวิต
 ๓. วิญญาณเป็นปัจจัย  จึงมีนาม-รูป
วิญญาณ กระบวนการรับรู้ของเหล่าอายตนะหรือทวารทั้ง ๖ ของชีวิต จึงรับรู้ในสังขารที่เกิดขึ้นนั้น เป็นปัจจัย จึงมี นาม-รูป
 ๔. นาม-รูปเป็นปัจจัย  จึงมีสฬายตนะ
นาม-รูป ทำให้รูปนามหรือขันธ์๕ที่มีอยู่แล้ว แต่นอนเนื่อง ครบองค์ของการทำงานตามหน้าที่ตนคือตื่นตัว เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ
 ๕. สฬายตนะเป็นปัจจัย  จึงมีผัสสะ
สฬายตนะ ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ เข้าทำงานตามหน้าที่แห่งตน เนื่องเพราะนาม-รูปครบองค์ตื่นตัวแล้ว เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ
 ๖. ผัสสะเป็นปัจจัย  จึงมีเวทนา
ผัสสะ การประจวบกันของสฬายตนะ(อายตนะภายใน) & สังขาร(อายตนะภายนอก) & วิญญาณ ทั้ง๓ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา
 ๗. เวทนาเป็นปัจจัย  จึงมีตัณหา
เวทนา การเสวยอารมณ์หรือความรู้สึกรับรู้ที่เกิดจากการผัสสะ เป็นสุขเวทนาบ้าง, ทุกขเวทนาบ้าง, อทุกขมสุขบ้าง เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา
 ๘. ตัณหาเป็นปัจจัย  จึงมีอุปาทาน
ตัณหา กามตัณหาในรูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส, ภวตัณหา-ความอยากวิภวตัณหา-ความไม่อยาก เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน


๙. อุปาทานเป็นปัจจัย  จึงมีภพ
อุปาทาน ความยึดมั่น,ความถือมั่นในกิเลสหรือความพึงพอใจในตน,ของตนเป็นหลักสำคัญ เป็นปัจจัย จึงมี ภพ
 ๑๐. ภพเป็นปัจจัย  จึงมีชาติ
ภพ สภาวะของจิต หรือบทบาทที่ตกลงใจ อันเป็นไปตามอิทธิพลที่ได้รับจากอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ
 ๑๑. ชาติเป็นปัจจัย  จึงมีชรา-มรณะ พรั่งพร้อมด้วย โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส หรืออาสวะกิเลสนั่นเอง
ชาติ อันคือ ความเกิด จึงหมายถึง การเริ่มเกิดขึ้นของกองทุกข์หรืออุปาทานทุกข์ ตามภพหรือสภาวะ,บทบาทที่ตกลงใจเลือกนั้น  เป็นปัจจัยจึงมี  ชรา-มรณะพร้อมทั้งอาสวะกิเลส
ชรา-มรณะ พร้อมทั้ง อาสวะกิเลส    เมื่อมีการเกิด(ชาติ)ขึ้น  ก็ย่อมมีการตั้งอยู่ระยะหนึ่งแต่อย่างแปรปรวน(ชรา)  แล้วดับไป(มรณะ)เป็นธรรมดา  ดังนี้
            ชรา - ความเสื่อม ความแปรปรวน  จึงหมายถึง ความแปรปรวนความผันแปร ความวนเวียนอยู่ในกองทุกข์ อันคือการเกิดอุปาทานขันธ์ ๕ ขึ้นและเป็นไปอย่างวนเวียนซํ้าซ้อน และเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายอย่างต่อเนื่อง
            มรณะ - การดับ การตาย จึงหมายถึง การดับไปของทุกข์นั้นๆ อันพรั่งพร้อมกับการเกิดขึ้นเป็นอาสวะกิเลส - อันคือความจำ(สัญญา)ได้ในสิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัวหรือกิเลส ที่เกิดขึ้น  จึงเป็นความจำเจือกิเลสที่อยู่ในสภาพนอนเนื่อง แอบหมักหมุมหรือสร้างรอยแผลเป็นอยู่ในจิตหรือความจำ อันจักยังผลให้เกิดเป็นทุกข์ขึ้นอีกในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน  กล่าวคือ
            อาสวะกิเลส - ความจำเจือกิเลสที่ตกตะกอนนอนก้น นอนเนื่องอยู่ในจิต  ซึ่งเมื่อผุดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ  หรือเกิดแต่เจตนาขึ้น  หรือเกิดแต่การกระตุ้นเร้าของการกระทบสัมผัส(ผัสสะ)กับอารมณ์ใดก็ตามที ก็จะไหลไปซึมซาบย้อมจิต ซึ่งจะไปเป็นเหตุปัจจัยร่วมกับอวิชชาอีกครั้ง ดังเหตุปัจจัยแรก  ดังนี้


สัปปายะ 4 อย่าง

อาวาสสัปปายะ ที่อยู่เป็นที่สบาย คือทำวัดให้เป็นอาราม เป็นรมณียสถาน รื่นรมย์เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น เป็นศูนย์กลางของชุมชนด้านจิตใจ ที่ตั้งวัดไม่ใกล้ไม่ไกลจากชุมชนเกินไป มีการแบ่งเขตพุทธาวาส สังฆาวาสชัดเจนเป็นสัดส่วน ยิ่งในภาวะโลกร้อนด้วยแล้ว หากวัดได้มีการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ร่มรื่นดูเป็นธรรมชาติ นับว่าเหมาะกับภาวะโลกอันแสนที่จะร้อนเหลือหลาย ส่วนบางวัดตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมเป็นทุนเดิม เช่น ภูเขา ลำธาร สวน ป่า ได้เน้นเรื่องความ
สะอาดหรือความเป็นระเบียบเรียบร้อยสม่ำเสมอเท่ากับว่าได้สร้างความสุขเพิ่มขึ้นแก่ผู้พบเห็น
อาหารสัปปายะ อาหารเป็นที่สบาย เมื่อมีที่อยู่ที่สบายต้องคำนึงถึงการกินอาหาร ในสมัยก่อนเป็นหน้าที่ของพระภัตตุเทศ ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาส การจัดสวัสดิการด้านอาหารจึงควรเป็นภาระของฝ่ายสาธารณูปการรวมเรื่องต่าง ๆ เช่น การกำหนดเส้นทางโคจรบิณฑบาต ควรแบ่งเป็นสาย มีการเปลี่ยนเวรกันเพื่อเจริญศรัทธาของผู้ทำบุญและป้องกันการติดในตัวบุคคล มีการจัดฉันรวมกันเป็นที่แห่งเดียว เพื่อประโยชน์คือทำให้เกิดความเป็นธรรมในอดิเรกลาภ ขจัดความขัดแย้งในการแสวงหาอุปัฏฐาก ก่อให้เกิดความสามัคคีธรรม เป็นที่เจริญศรัทธาของผู้ถวายและสามารถแนะนำอบรมได้ง่ายในเวลาก่อนและหลังอาหาร มีเจ้าหน้าที่รับนิมนต์ และทำหน้าที่แจกรายการนิมนต์ให้ทั่วถึงโดยความเป็น
ธรรมหรือจัดตั้งมูลนิธิสงเคราะห์สวัสดิการด้านอาหารในยามขาดแคลน
บุคคลสัปปายะ  บุคคลเป็นที่สบาย คำนึงถึงเรื่องบุคคลที่อยู่ภายในวัดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความเจริญและความเสื่อมขิงศาสนา คนวัดแบ่งออกเป็น พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา หรือแม่ชี และเด็กวัด วัดใดดีหรือไม่ดีบ้างบอกว่าให้ดูจากบุคคลทั้ง 4  ประเภทดังกล่าว ควรจัดที่อยู่อาศัยของบุคคลแต่ละประเภทให้เหมาะสมตามสถานภาพ การติดต่อกันควรกำหนดเวลาสถานที่ ที่อยู่ของเด็กวัดควรสะอาดและมีระเบียบ มีการวางกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติพร้อมบทกำหนดโทษและควรกำหนดวันให้มีการพัฒนาวัดร่วมกัน
ธรรมสัปปายะ ธรรมเป็นที่สบาย จุดมุ่งหมายหลักของวัดคือสถานที่ประพฤติธรรม สิ่งที่จะก่อให้เกิด          ธรรมสัปปายะ คือ บริเวณวัดร่มรื่น เป็นระเบียบ มีโครงการต้นไม้พูดได้ มีสุภาษิตสอนใจ ปริศนาธรรม คติธรรม โครงการเสียงธรรมะตามสาย รับฟังกันทั่วบริเวณวัดทั้งในวันจัดงานบุญ และกระจายเสียงไปถึงชุมชนหมู่บ้าน จัดสถานที่ฟังเทศน์ฟังธรรมในสถานที่สงบร่มเย็น อากาศถ่ายเทสะดวก จัดทำห้องสมุดธรรมะ โดยจัดหาหนังสือธรรมะ หนังสืออื่น ๆ ที่มีสาระประโยชน์เพื่อให้ผู้มาวัดได้อ่าน และมีที่นั่งอ่านหนังสือเป็นสัดส่วนเพียงพอ รักษาศิลปะหรือพุทธศิลป์ภายในวัด พิพิธภัณฑ์ของวัดจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  เป็นต้น
การบำรุงรักษาส่งเสริมวัดให้เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข ส่วนหนึ่งจึงมาจากสัปปายะ 4 อย่างข้างต้น  ที่อำนวยประโยชน์สุขแก่ประชาชนหรือสังคม สำคัญคือวัดยังมีอีกหลายเรื่องหลายด้านที่เป็นเรื่องดี พูดได้ไม่รู้จบอเนกอนันต์จริง ๆ 



เวสารัชชกรณธรรม ๕

เวสารัชชกรณธรรม ๕

เวสารัชชกรณธรรม หมายถึง ธรรมที่ทำความกล้าหาญธรรมเป็นเหตุให้เกิดความแกล้วกล้า บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นผู้องอาจแกล้วกล้าไม่หวั่นไหวในการเข้าสู่สมาคมต่างๆ
๑.  สัทธา หมายถึง เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล
๒.  สีล หมายถึง  ความเป็นปกติ ความสงบเย็น รักษากายวาจาให้เรียกร้อย
๓.  พาหุสัจจะ หมายถึง ความเป็นผู้ศึกษามาก มีความรู้มีประสบการณ์มาก
๔.  วิริยารัมภะ หมายถึง การปรารภความเพียร ลงมือทำกิจด้วยความเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค์ที่เกิดขึ้น
๕.  ปัญญา หมายถึง รอบรู้สิ่งที่ควรรู้ รู้ทั่วถึงเหตุและผล ถึงสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  https://sites.google.com/site/samatinimipeti/wesarach-chk-rn-thrrm-5

เวสารัชชธรรม

 
เวสารัชชธรรม แปลว่า ความแกล้วกล้า 
        จากการค้นหาพบว่ามี  2 ความหมายใหญ่ๆ คือ

                1.  เวสารัชชธรรม หรือ เวสารัชชญาณ อันเป็นญาณ หรือธรรมของพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทำให้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิญาณฐานะของผู้องอาจ บันลือสีหนาทในบริษัท ยังพรหมจักรให้เป็นไป.
                2.  เวสารัชชกรณธรรม ธรรมเป็นเครื่องกระทำความเป็นผู้แกล้วกล้าแห่งภิกษุผู้เสขะ ๕ ประการ

        จึงนำมาแสดง ดังนี้

เวสารัชชสูตร

        [๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยเวสารัชชญาณเหล่าใด ย่อมปฏิญาณฐานะแห่งผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร  เวสารัชชญาณของตถาคตมี ๔ ประการนี้
        ๔ ประการเป็นไฉน

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จักทักท้วงเราโดยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ว่า ท่านปฏิญาณว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ยังไม่ตรัสรู้แล้ว
        เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จักทักท้วงเราโดยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ว่า ท่านปฏิญาณว่าเป็นพระขีณาสพ อาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้นแล้ว
        เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จักทักท้วงเราด้วยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ว่า ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่า ทำอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง
        เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จักทักท้วงเราด้วยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ว่า ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ทำตาม
        เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยเวสารัชชญาณเหล่าใด ปฏิญาณฐานะแห่งผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร เวสารัชชญาณของตถาคตมี ๔ ประการนี้แล ฯ

                วาทะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เขาตระเตรียมไว้มาก และ
                สมณพราหมณ์ทั้งหลายอาศัยวาทะใด วาทะเหล่านั้นมาถึง
                พระตถาคตผู้แกล้วกล้า ผู้ล่วงวาทะเสียได้ ย่อมหายไป
                ผู้ใดครอบงำธรรมจักรอันเป็นโลกุตตรประกาศแล้ว มีปรกติ
                อนุเคราะห์สัตว์ทั่วหน้า สัตว์ทั้งหลายย่อมนมัสการผู้เช่นนั้น
                ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ฯ

จบสูตรที่ ๘
----------------------------------------------

        เนื้อความบางส่วน ใน มหาสีหนาทสูตร   ว่าด้วยเหตุแห่งการบันลือสีหนาท

เวสารัชชธรรม ๔

        [๑๖๗] ดูกรสารีบุตร ตถาคตประกอบด้วยเวสารัชชธรรม [ความแกล้วกล้า] เหล่าใด จึงปฏิญาณฐานะของผู้องอาจ บันลือสีหนาทในบริษัท ยังพรหมจักรให้เป็นไป  เวสารัชชธรรมของตถาคตเหล่านี้มี ๔ ประการ
        ๔ ประการเป็นไฉน

        ดูกรสารีบุตร เราไม่เห็นเหตุนี้ว่า สมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ที่จักทักท้วงเราโดยสหธรรมในข้อว่า ท่านปฏิญาณตนว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ท่านยังไม่ได้ตรัสรู้แล้ว ดังนี้
        ดูกรสารีบุตร เมื่อไม่เห็นเหตุนี้ เราก็เป็นผู้ถึงความปลอดภัย ถึงความไม่มีภัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้าอยู่

        ดูกรสารีบุตร เราไม่เห็นเหตุนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกที่จักทักท้วงเราโดยสหธรรมในข้อว่า ท่านปฏิญาณตนว่าเป็นพระขีณาสพ อาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้นไปแล้ว ดังนี้
        ดูกรสารีบุตร เมื่อไม่เห็นเหตุนี้ เราก็เป็นผู้ถึงความปลอดภัย ถึงความไม่มีภัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้าอยู่

        ดูกรสารีบุตร เราไม่เห็นเหตุนี้ว่า สมณะ พราหมณ์เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ที่จักทักท้วงเราโดยสหธรรมในข้อว่า ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่าทำอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง ดังนี้
        ดูกรสารีบุตร เมื่อไม่เห็นเหตุนี้ เราก็เป็นผู้ถึงความปลอดภัย ถึงความไม่มีภัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้าอยู่

        ดูกรสารีบุตร เราไม่เห็นเหตุนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ที่จักทักท้วงเราโดยสหธรรมในข้อว่า ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแห่งคนผู้ทำตาม ดังนี้
        ดูกรสารีบุตร เมื่อไม่เห็นเหตุนี้ เราก็เป็นผู้ถึงความปลอดภัย ถึงความไม่มีภัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้าอยู่

        ดูกรสารีบุตร ตถาคตประกอบด้วยเวสารัชชธรรมเหล่าใด จึงปฏิญาณฐานะของผู้องอาจ บันลือสีหนาทในบริษัท ยังพรหมจักรให้เป็นไป เวสารัชชธรรมของตถาคต ๔ ประการเหล่านี้แล

        ดูกรสารีบุตร ผู้ใดแลพึงว่าซึ่งเราผู้รู้อยู่อย่างนี้ ผู้เห็นอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ ที่เป็นญาณทัสสนะอันวิเศษ พอแก่ความเป็นอริยะ ของพระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวลด้วยความตรึก ที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้งได้เอง
        ดูกรสารีบุตร ผู้นั้นไม่ละวาจานั้นเสีย ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นเสีย ก็เที่ยงแท้ที่จะตกนรกดังถูกนำมาฝังไว้
        ดูกรสารีบุตร เปรียบเหมือนภิกษุถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงกระหยิ่มอรหัตผลในปัจจุบันทีเดียว ฉันใด
        ดูกรสารีบุตร เรากล่าวข้ออุปไมยนี้ ก็ฉันนั้น ผู้นั้นไม่ละวาจานั้นเสีย ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นเสีย ก็เที่ยงแท้ที่จะตกนรก ดังถูกนำมาฝังไว้.

--------------------------
  
เวสารัชชกรณสูตร

        [๑๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นเครื่องกระทำความเป็นผู้แกล้วกล้าแห่งภิกษุผู้เสขะ ๕ ประการนี้
        ๕ ประการเป็นไฉน คือ
                ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศรัทธา ๑
                เป็นผู้มีศีล ๑
                เป็นพหูสูต ๑
                เป็นผู้ปรารภความเพียร ๑
                เป็นผู้มีปัญญา ๑

        ความครั่นคร้ามใด ย่อมมีแก่ผู้ไม่มีศรัทธา ความครั่นคร้ามนั้น ย่อมไม่มีแก่ผู้มีศรัทธา
        ฉะนั้น ธรรมนี้จึงชื่อว่าเป็นเครื่องกระทำความเป็นผู้แกล้วกล้าแห่งภิกษุผู้เสขะ

        ความครั่นคร้ามใด ย่อมมีแก่ผู้ทุศีล ความครั่นคร้ามนั้น ย่อมไม่มีแก่ผู้มีศีล
        ฉะนั้น ธรรมนี้จึงชื่อว่าเป็นเครื่องกระทำความเป็นผู้แกล้วกล้าแห่งภิกษุผู้เสขะ

        ความครั่นคร้ามใด ย่อมมีแก่ผู้ได้ศึกษาน้อย ความครั่นคร้ามนั้น ย่อมไม่มีแก่ผู้เป็นพหูสูต
        ฉะนั้น ธรรมนี้จึงชื่อว่าเป็นเครื่องกระทำความเป็นผู้แกล้วกล้าแห่งภิกษุผู้เสขะ

        ความครั่นคร้ามใด ย่อมมีแก่ผู้เกียจคร้าน ความครั่นคร้ามนั้น ย่อมไม่มีแก่ผู้ปรารภความเพียร
        ฉะนั้น ธรรมนี้จึงชื่อว่าเป็นเครื่องกระทำความเป็นผู้แกล้วกล้าแห่งภิกษุผู้เสขะ

        ความครั่นคร้ามใด ย่อมมีแก่ผู้มีปัญญาทราม ความครั่นคร้ามนั้น ย่อมไม่มีแก่ผู้มีปัญญา
        ฉะนั้น ธรรมนี้จึงชื่อว่าเป็นเครื่องกระทำความเป็นผู้แกล้วกล้าแห่งภิกษุผู้เสขะ

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นเครื่องกระทำความเป็นผู้แกล้วกล้าแห่งภิกษุผู้เสขะ ๕ ประการนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๑
----------------------------------------------

ที่มา และแนะนำ :-
        พระไตรปิฏก เล่มที่ ๒๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
        อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
        เวสารัชชสูตร

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=178&Z=207

        พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
        มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
        มหาสีหนาทสูตร
        ว่าด้วยเหตุแห่งการบันลือสีหนาท เรื่องสุนักขัตตลิจฉวีบุตร
        ช่วงประมาณ ข้อ  [๑๖๗]

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=2296&Z=2783

        พระไตรปิฏก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
        อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
        ตติยปัณณาสก์  ผาสุวิหารวรรคที่ ๑
        เวสารัชชกรณสูตร

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=22&A=2923&Z=2941

        ความหมายคำว่า  เวสารัชช  จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/dict.pl?word=เวสารัชช&detail=ON

สัปปุริสธรรม 7

สัปปุริสธรรม 7
แปลว่า การคบสัตบุรุษ สัตบุรุษ เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า คนดี คนสงบ ตรงกับภาษาบาลีว่า สัปปุริสะ ผู้ที่เป็นสัตบุรุษหรือสัปปุริสะ ได้แก่ 

1. รู้เหตุ
2. รู้ผล
3. รู้ตน
4. รู้ประมาณ
5. รู้กาล
6. รู้ชุมชน
7. รู้บุคคล


การเข้าไปคบหา ได้แก่ การเข้าไปสนทนาไต่ถาม มอบตัวเป็นศิษย์ รับโอวาทของสัตบุรุษ

เมื่ออยู่ในท้องถิ่นที่มีสัตบุรุษ คือ คนดีตามจักรข้อ ๑ แล้ว ก็เข้าไปคบหาสมาคมกับสัตบุรุษนั้น เป็นจักรข้อที่ ๒ สัตบุรุษย่อมแนะนำสิ่งที่ควร
แนะนำ ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ ให้รู้จักเว้นชั่วประพฤติดี ละสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กระทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่าง
เดียว

1. ธัมมัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักเหตุ หมายความว่า ความรู้จักหัวข้อธรรม หัวข้อวินัย อันเป็นเหตุแห่งความสุข และแห่งความทุกข์
เช่น อโลภะ ความไม่โลภ อโทสะ ความไม่โกรธ อโมหะ ความไม่หลง เป็นเหตุแห่งความสุข โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ
ความหลง เป็นเหตุแห่งความทุกข์ เป็นต้น.

2. อัตถัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักผล หมายความว่า ความรู้จักเนื้อความของธรรมของวินัยแต่ละข้อ คือความสุขและความทุกข์ อัน
เป็น ผลแห่งหัวข้อธรรมวินัยที่เป็นเหตุนั้น ๆ เช่น ความสุขเป็นผลแห่งอโลภะ อโทสะ อโมหะ ความทุกข์ เป็นผลแห่งโลภะ โทสะ โมหะ เป็น
ต้น

3. อัตตัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักตน หมายความว่า ความรู้จักฐานะภาวะที่ตนมีอยู่เป็นอยู่ แล้วประพฤติให้เหมาะสม เช่นเกิดมาใน
ชาติ ตระกูลใด มียศศักดิ์อย่างไร มีสมบัติเท่าไร มีบริวารเป็นอย่างไร มีความรู้ทางโลกเท่าไร ความรู้ทางธรรมเท่าไร และมีคุณธรรม คือ
สัทธา สีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณเท่าไร เมื่อรู้จักแล้วต้องวางตนให้เหมาะสม คือเจียมเนื้อเจียมตัว ตั้งอยู่ในสุจริตประพฤติดีด้วย
ไตรทวารสม่ำเสมอ ไม่เย่อหยิ่งอวดดี อวดมั่งอวดมีอวดรู้ โบราณท่านสอนว่าให้หมั่นตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาหน้า ก็มุ่งให้รู้จักระวังตน
ประพฤติตนให้เหมาะสมแก่ฐานะภาวะดังกล่าวนี้เอง

4. มัตตัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักประมาณ รู้จักพอดี หมายความว่า จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็ให้รู้จักประมาณ พอดี พองาม,
ไม่ มาก ไม้น้อย, ไม่ขาด ไม่เกิน, ไม่ตึง ไม่หย่อน, ไม่อ่อนปวกเปียก ไม่แข็งกร้าว ไม่เกิดโทษแก่ใคร ๆ มีแต่เกิดประโยชน์แก่บุคคลทั่ว
ไป ในกาลทุกเมื่อ ดังธรรมสุภาษิต ที่ว่า มัตตัญญุตา สทา สาธุ

ความรู้จักประมาณสำเร็จประโยชน์ในการทุกเมื่อ ดังนี้. ฉะนั้น ท่านจึงจำกัดความรู้จักประมาณไว้ 3 ประการ คือ
1.รู้จักประมาณ ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบธรรม มีกสิกรรม เป็นต้น ตามควรแก่ฐานะภาวะของตน
2. รู้จักประมาณในการรับ คือรับแต่สิ่งที่ดีไม่มีโทษตามกฎหมาย เช่น ไม่ใช่ของโจร ไม่ใช่ของหนีภาษี เป็นต้น ถ้าเป็นพระ เณร ก็ไม่รับของ
ผิด พระพุทธบัญญัติ เช่น เงินทอง เป็นต้น รับแต่ปัจจัยที่สมควรแก่สมณะบริโภค
3. รู้จักประมาณในการบริโภค คือพิจารณาเสียก่อน เว้นสิ่งที่มีโทษ บริโภคกินใช้สอยแต่สิ่งที่มีประโยชน์ แม้สิ่งที่มี ประโยชน์นั้นก็บริโภค
แต่ พอควรแก่ความต้องการของร่างกาย ให้พอดีกับฐานะและภาวะ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เบียดกรอ.

5. กาลัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลา หมายความว่า ความรู้จักกำหนดจดจำว่า กาลเวลาไหนควรปฏิบัติกรณียะอันใด แล้วปฏิบัติ
ให้ ตรงต่อเวลานั้น ไม่ช้าเกินควร ไม่ด่วนเกินกาล และรู้จักกรณียะบางอย่างบางคราว บางแห่ง ต้องทำให้เสร็จต่อเวลาก็ต้องรีบ จะชักช้าอยู่
ไม่ได้ ถ้าช้าอยู่ก็จัดว่าไม่รู้จักกาลเวลา และอาจเสียประโยชน์ได้ หรือบางอย่างต้องทำหลังเวลาจึงจะดี ถ้ารีบทำเสียก่อนเวลาก็ไม่ดี จัดว่า
ไม่รู้จักกาลเหมือนกัน อนึ่ง กาลเวลาที่ควรทำกิจนี้ แต่เอากิจอื่นมาทำ หรือเวลาที่ควรทำกิจอื่น แต่เอากิจนี้มาทำ อย่างนี้ก็ชื่อว่า ไม่รู้จัก
กาล เหมือนไก่บางตัวที่ขันไม่รู้จักเวลา ย่อมเสียหายและน่าติเตียนมาก คนดีย่อมไม่ทำอย่างนี้ เขารู้กาลสมัย ทำราชการได้ดี มีพระพุทธ
สุภาษิต สอนว่า กาลัญญู สมยัญญู จ ส ราชวสติง วเส ผู้รู้กาลสมัย พึงอยู่ในวงราชการได้ เพราะทางราชการถือเวลาเป็นกวดขัน ผิดเวลา
ไม่ได้

6. ปริสัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักชุมชน คือความรู้จักชนชั้นต่าง ๆ เช่น ชั้นผู้ใหญ่โดยชาติ โดยวัย โดยคุณ พวกหนึ่ง ชั้นผู้น้อย
โดยชาติ โดยวัย โดยคุณ พวกหนึ่ง กิริยาวาจาที่จะใช่ต่อชนชั้นผู้ใหญ่อย่างหนึ่ง ที่ใช้ต่อชนชั้นผู้น้อยอย่างหนึ่ง ฉะนั้น ความรู้จักชุมชนนั้น ๆ
ด้วย แล้ว เมื่อเข้าไปหาเขา เราต้องปฏิบัติ คือใช้กิริยาวาจาให้เหมาะสมแก่ชนนั้น ๆ

7. ปุคคลปโรปรัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักบุคคลผู้ยิ่งและผู้หย่อน หมายความว่า ความรู้จักเลือกว่า นี้เป็นผู้ยิ่งคือดี นี้ผู้หย่อนคือไม่ดี
วิธีเลือก คือ แยกบุคคลออกเป็น ๒ พวก พวกใดใคร่เห็นผู้ประเสริฐ ใคร่ฟังธรรมตั้งใจฟังจำได้ พิจารณาเนื้อความธรรมที่จำได้ รู้ทั่วถึงผล
ถึงเหตุแล้วปฏิบัติธรรมตาม สมควร เพื่อประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น พวกนี้นับว่าดี น่าสรรเสริญควรคบ ส่วนพวกที่ตรงกันข้าม เป็นคนไม่ดี น่า
ตำหนิ ไม่ควรคบ เมื่อคัดเลือกออกเป็น ๒ พวกแล้ว ก็คบเฉพาะกับคนดี ไม่คบคนไม่ดี จึงจะเป็นคนดี สมด้วยพระบาลีว่า ยัง เว เสวติ ตาทิ
โส คบคนใดก็เป็นคนเช่นนั้น ดังนี้.


ตอนที่ 2

สัปปุริสธรรมอีก 7 อย่าง

1. สัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม 7 ประการ คือ มีศรัทธา มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อบาป เป็นคนได้ยินได้ฟังมากเป็นคนมีความ
เพียร เป็นคนมีสติมั่นคง เป็นคนมีปัญญา.
2. จะปรึกษาสิ่งใด ๆ กับใคร ๆ ก็ไม่ปรึกษา[/b] เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
3. จะคิดสิ่งใด ก็ไม่คิด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
4. จะพูดสิ่งใด ก็ไม่พูด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
5. จะทำสิ่งใด ก็ไม่ทำ เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
6. มีความเห็นชอบ เห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น.
7. ให้ทานโดยเคารพ คือ เอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้ และผู้รับทานนั้นไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย.

อธิบายข้อธรรม
1. มีศรัทธา (อธิบายแล้วข้างต้น)
2. 3. 4. 5. หมายความว่า ธรรมดาสัตบุรุษเมื่อปรึกษา คือสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นก็ตาม จะคิดตามลำพังตนก็ตาม จะพูดให้
ใครฟังก็ตาม จะทำการใดก็ตาม มุ่งความสงบสุขแก่ทุกฝ่าย ไม่ให้ใคร ๆ เดือดร้อนเพราะพฤติกรรมของตน ทำตนให้มีกาย วาจา ใจ สงบ
บริสุทธิ์ ครบไตรทวารด้วยสุจริต ๓ อย่าง.
6. มีความเห็นชอบ
7. ให้ทานโดยเคารพ มี 2 อย่าง คือ

1) เคารพใน ทาน คือของที่ให้

2) เคารพในผู้รับทาน คือผู้รับของที่ให้
หมายความว่า เมื่อมีของที่ควรให้ มีศรัทธาจะให้ มีผู้รับพร้อม ก็ให้ด้วยความเอื้อเฟื้อ
ไม่แสดงกิริยาทางกาย ทางวาจาหยาบคาย เป็นเชิงดูหมิ่น ในของที่ให้หรือในคนผู้รับของนั้น
แสดงกิริยาสุภาพเรียบร้อยในการให้.

สัปปุริสธรรม ตัดบทเป็น สัง แปลว่า ดี หรือ สันตะ แปลว่าผู้สงบ บุริสะ แปลว่า คน
รวมเข้าเป็น สัปปุริสะ หรือ สัตบุรุษ (อ่านว่า สัดบุหรุด) แปลว่า คนดี หรือคนสงบ.
สัปปุริสะ + ธรรม = สัปปุริสธรรม แปลว่า ธรรมของคนดี ธรรมของคนสงบ หมายถึง สมบัติผู้ดี
หรือ ธรรมสมบัติ หรือ คุณสมบัติของผู้ดี. กล่าวคือธรรมที่ทำคนให้เป็นคนดี. ใครก็ตามเมื่อมีธรรมของ
สัตบุรุษ ก็ย่อมเป็นคนดี, ถ้าไม่มีก็เป็นคนดีไม่ได้
สัปปุริสธรรม มี 2 หมวด ๆ ละ 7 จึงเรียกว่า สัปปุริสธรรม 7


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://www.zone-it.com/stocks/data/14/142527.html